รู้หรือยัง!! แนะวิธีปลูก “ทุเรียนในกระถาง” เพาะไว้กินที่บ้าน ฉบับโตไวให้ผลเร็ว

  • Admin admin
  • July 11, 2019
  • Comments Off on รู้หรือยัง!! แนะวิธีปลูก “ทุเรียนในกระถาง” เพาะไว้กินที่บ้าน ฉบับโตไวให้ผลเร็ว

ถ้าพูดถึงราชาแห่งผลไม้ในเมืองไทย เชื่อว่าหลายคนคงต้องนึกถึง “ทุเรียน” อย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะรสชาติหวานเด่น กลิ่นหอมฟุ้ง จนทำเอาติดใจคนไทยอย่างมากมาย แต่เมื่อถึงฤดูทุเรียนออกลูก ราคากลับไม่น่ารักเอาเสียเลย

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีกลิ่นเฉพาะตัว ซึ่งเป็นส่วนผสมของสารระเหยที่ประกอบไปด้วยเอสเทอร์ คีโตน และสารประกอบกำมะถัน บางคนบอกว่าทุเรียนมีกลิ่นหอม ในขณะที่บางคนบอกว่ามีกลิ่นเหม็นรุนแรงจนถึงขั้นสะอิดสะเอียน ทำให้มีการห้ามนำทุเรียนเข้ามาในโรงแรมและการขนส่งสาธารณะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ทั้งยังอุดมไปด้วยกำมะถันและไขมัน จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเป็นเบาหวาน

ทุเรียนเป็นพืชพื้นเมืองของบรูไน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย และเป็นที่รู้จักในโลกตะวันตกมาประมาณ 600 ปีมาแล้ว ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ ได้พรรณนาถึงทุเรียนว่า “เนื้อในมันเหมือนคัสตาร์ดอย่างมาก รสชาติคล้ายอาลมอนด์” เนื้อในของทุเรียนกินได้หลากหลายไม่ว่าจะห่าม หรือสุกงอม ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการนำทุเรียนมาทำอาหารได้หลายอย่าง ทั้งเป็นอาหารคาวและอาหารหวาน แม้แต่เมล็ดก็ยังรับประทานได้เมื่อทำให้สุก

ทุเรียนมีมากกว่า 30 ชนิด มีอย่างน้อย 9 ชนิดที่รับประทานได้ แต่มีเพียง Durio zibethinus เพียงชนิดเดียวเท่านั้น ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก จนมีตลาดเป็นสากล ในขณะทุเรียนชนิดที่เหลือมีขายแค่ในท้องถิ่นเท่านั้น ทุเรียนมีสายพันธุ์ประมาณ 100 สายพันธุ์ให้ผู้บริโภคเลือกรับประทาน นอกจากนี้ยังมีราคาสูงอีกด้วย ส่วนในประเทศไทยพบทุเรียนอยู่ 5 ชนิด

โดยในไทยนั้นได้สามารถจำแนกพันธ์ทุเรียนออกไปเป็น 7 กลุ่ม ตามลักษณะรูปร่างใบ ปลายใบ ฐานใบ ทรงผล และรูปร่างของหนาม คือ
1.กลุ่มกบ มีลักษณะใบรูปไข่ขอบขนาน ปลายใบแหลมโค้ง ฐานใบกลมมน ทรงผลมี 3 ลักษณะคือ กลม กลมรี และกลมแป้น หนามผลมีลักษณะโค้งงอ จำแนกพันธุ์ได้ 46 พันธุ์ เช่น กบตาดำ กบทองคำ กบวัดเพลง กบก้านยาว
2.กลุ่มลวง มีลักษณะใบแบบป้อมกลางใบ ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบแหลมและมน ทรงผลมี 2 ลักษณะ คือ ทรงกระบอก และรูปรี หนามผลมีลักษณะเว้า จำแนกพันธุ์ได้ 12 พันธุ์ เช่น ลวงทอง ชะนี สายหยุด ชะนีก้านยาว
3.กลุ่มก้านยาว มีลักษณะใบแบบป้อมปลายใบ ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบเรียว ทรงผลเป็นรูปไข่กลับและกลม หนามผลมีลักษณะนูน จำแนกพันธุ์ได้ 8 พันธุ์ เช่น ก้านยาว ก้านยาววัดสัก ก้านยาวพวง


4.กลุ่มกำปั่น มีลักษณะใบยาวเรียว ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบแหลม ทรงผลเป็นทรงขอบขนาน หนามผลมีลักษณะแหลมตรง จำแนกพันธุ์ได้ 13 พันธุ์ เช่น กำปั่นเหลือง กำปั่นแดง ปิ่นทอง หมอนทอง
5.กลุ่มทองย้อย มีลักษณะใบแบบป้อมปลายใบ ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบมน ทรงผลเป็นรูปไข่ หนามผลมีลักษณะนูนปลายแหลม จำแนกพันธุ์ได้ 14 พันธุ์ เช่น ทองย้อยเดิม ทองย้อยฉัตร ทองใหม่
6.กลุ่มเบ็ดเตล็ด เป็นทุเรียนที่จำแนกลักษณะพันธุ์ได้ไม่แน่ชัด มีอยู่ถึง 83 พันธุ์ เช่น กะเทยเนื้อขาว กะเทยเนื้อแดง กะเทยเนื้อเหลือง
7.กลุ่มลา เป็นทุเรียนไร้หนาม พันธุ์หายากจากอเมริกา

แต่พันธ์ที่เกษตรกรไทยนิยมปลูกนั้นมีด้วยกัน 4 สายพันธ์ คือ หมอนทอง ชะนี ก้านยาว และกระดุม
-พันธุ์กระดุม ผลจะมีขนาดค่อนข้างเล็ก น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม ผลมีลักษณะค่อนข้างกลมด้านหัวและด้านท้ายผลค่อนข้างป้าน ก้นผลบุ๋มเล็กน้อย หนามเล็กสั้นและถี่ ขั้วค่อนข้างเล็กและสั้น ลักษณะของพูเต็มสมบูรณ์ ร่องพูค่อนข้างลึก เนื้อละเอียดอ่อนนุ่มสีเหลืองอ่อน เนื้อค่อนข้างบาง รสชาติหวานไม่ค่อยมัน เละง่ายเมื่อสุกจัด เมล็ดมีขนาดใหญ่
-พันธุ์ชะนี (D123) ผลมีขนาดปานกลางถึงใหญ่ น้ำหนักประมาณ 2.5-3 กิโลกรัม ผลมีรูปทรงหวด กล่าวคือ กลางผลป่อง หัวเรียว ก้นตัด ร่องพูค่อนข้างลึกเห็นได้ชัด ขั้วผลใหญ่และสั้น เนื้อละเอียด สีเหลืองจัดเกือบเป็นสีจำปา ปริมาณมาก รสชาติหวานมัน เมล็ดค่อนข้างเล็กและมีจำนวนเมล็ดน้อย
-พันธุ์หมอนทอง (D159) ผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักประมาณ 3-4 กิโลกรัม ทรงผลค่อนข้างยาวมีบ่าผล ปลายผลแหลม พูมักไม่ค่อยเต็มทุกพู หนามแหลมสูง ฐานหนามเป็นเหลี่ยม ระหว่างหนามใหญ่จะมีหนามเล็กวางแซมอยู่ทั่วไป ซึ่งเรียกหนามชนิดนี้ว่า เขี้ยวงู ก้านผลใหญ่แข็งแรง ช่วงกลางก้านผลจนถึงปากปลิงจะอ้วนใหญ่เป็นทรงกระบอก เนื้อหนาสีเหลืองอ่อนละเอียด เนื้อค่อนข้างแห้งไม่แฉะติดมือ รสชาติหวานมัน เมล็ดน้อยและลีบเป็นส่วนใหญ่
-พันธุ์ก้านยาว (D158) ผลมีขนาดปานกลาง น้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัม ทรงผลกลมเห็นพูไม่ชัดเจน พูเต็มทุกพู หนามเล็กถี่สั้นสม่ำเสมอทั้งผล ก้านผลใหญ่และยาวกว่าพันธุ์อื่นๆ เนื้อละเอียดสีเหลืองหนาปานกลาง รสชาติหวานมัน เมล็ดมากค่อนข้างใหญ่

แต่สำหรับคนที่มีพื้นที่บ้านน้อย วันนี้เราขอแนะนำเทคนิคการปลูกทุเรียนในกระถางมาฝาก การปลูกทุเรียนในกระถางนั้นมีข้อดีมากกว่าที่คิด เพราะจะทำให้สามารถควบคุมคุณภาพ รสชาติ และการเกิดโรคได้ง่ายมากกว่าการปลูกแบบลงดิน แถมยังใช้พื้นที่น้อยกว่าอีกด้วย

การปลูกลงกระถ่าง สามารถทำได้โดยการนำกิ่งพันธ์ทุเรียน จะเป็นกิ่งตอน กิ่งเสียบยอด หรือกิ่งทาบ ที่มีใบแก่เท่านั้น ซึ่งกิ่งจะต้องมีอายุอย่างน้อย 1 ปี ให้นำมาตัดถุงชำออกประมาณ 1 ใน 4 จากนั้นให้นำดินดำหรือหน้าดิน 1ส่วน แกลบดิน 2 ส่วน และมูลวัวหรือมูลควาย 1 ส่วน มาคลุกเคล้าให้เข้ากันใส่ลงในกระถางโดยเหลือไว้ประมาณ 3 นิ้ว แล้วนำต้นทุเรียนมาปลูก พร้อมปักไม้ผูกเชือกกับลำต้นกันโยก เสร็จแล้วให้รดน้ำทันที และนำวัสดุมาคลุมหน้าดินเพื่อรักษาความชื้น ได้แก่ หญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง กาแฟบด หรือมูลสัตว์ ทั้งแนะนำให้ปลูกต้นเย็น เพราะหากเป็นต้นเช้าต้นไม้จะเหี่ยว ระยะแรกรดเฉพาะบริเวณโคนต้นในตอนเช้าอย่างสม่ำเสมอ ใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน ก็จะเริ่มแตกใบอ่อน หากเป็นช่วงหน้าฝนหรือมีความชื้นให้นำวัสดุคลุมหน้าดินออกเพื่อป้องกันโคนและรากเน่า

การใส่ปุ๋ยบำรุงขึ้นอยู่กับช่วงของการเจริญเติบโต โดยเน้นดูที่ธาตุอาหารเป็นหลัก โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีแรก ตั้งแต่เตรียมหลุมปลูก ในช่วงนี้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอก ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี แต่หากเข้าสู่ช่วงแตกกิ่งใบให้เน้นไนโตรเจน เมื่อใกล้ช่วงออกดอกให้ลดไนโตรเจนลง เพื่อหยุดการแตกกิ่งใบ แล้วมาเน้นปุ๋ยที่มีฟอสเฟตหรือโปแตสเซียมสูงแทน เพื่อเร่งดอก หลังจากติดผลแล้วและต้องการเร่งการเจริญเติบโตของผล ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ หลังจากติดผลแล้ว 5-6 สัปดาห์ ระหว่างนี้ก็ควรหมั่นกำจัดวัชพืชที่จะมาแย่งสารอาหารจากต้นทุเรียนด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก wikipedia , สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์กรมหาชน) , ศูนย์การเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์ทุเรียนพื้นบ้านนนทบุรี , สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
เรียบเรียงโดย : จิระนันท์ เมฆปัจฉาพิชิต

Facebook Comments