โรงเรียนเฮ!!ปลดล็อก 40 คนต่อห้อง (ม.4) ลดอุณหภูมิแรงต้าน ‘รับ น.ร.’

ทําเอาสะดุดไปพักหนึ่งสำหรับนโยบายการรับนักเรียนของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปีการศึกษา 2561 ที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ไฟเขียวให้กำหนดสัดส่วนนักเรียนต่อห้องที่ชัดเจน ไม่เปิดโอกาสให้ขอขยายห้องเรียนเพิ่ม โดยระดับก่อนประถมศึกษา 30 คนต่อห้อง ระดับประถมศึกษา 40 คนต่อห้อง และระดับมัธยมศึกษา 40 คนต่อห้อง

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการ กพฐ. ให้สัมภาษณ์เสียงแข็งขันว่า สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดสำหรับแนวทางการรับนักเรียนปี 2561 คือ เงื่อนไขการรับนักเรียนและเงื่อนไขพิเศษจะต้องประกาศให้ชัดเจน เช่น กรณีผู้มีอุปการคุณ ต้องกำหนดชัดว่ามีอุปการคุณอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพิ่งมาบริจาคแล้วได้รับสิทธิตามเงื่อนไข และเมื่อประกาศชื่อนักเรียนแล้ว จะต้องระบุด้วยว่าเป็นนักเรียนเงื่อนไขพิเศษตามข้อใด และที่สำคัญห้ามโรงเรียนระดมทรัพยากรในช่วงที่มีการรับนักเรียน ทว่า พอถึงเวลาปฏิบัติจริง ได้รับการต่อต้านขนาดหนักจากทั้งผู้ปกครองและผู้อำนวยการโรงเรียนดัง โดยเฉพาะนโยบายกำหนดสัดส่วนนักเรียนจาก ม.3 ขึ้น ม.4 โรงเรียนเดิม

นายคมสัน ตั้งสุวรรณศรี ประธานเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียน ม.3 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำหนดนักเรียนต่อห้องไม่เกิน 40 คน ทำให้นักเรียนชั้น ม.3 ที่ต้องการเรียนต่อชั้น ม.4 โรงเรียนเดิมได้รับผลกระทบอย่างโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ปัจจุบันมี ม.3 จำนวน 16 ห้อง ห้องละ 47-50 คนที่ผ่านมาทุกปีเด็กจะได้เลื่อนขึ้นชั้น ม.4 จำนวน 80%แต่เมื่อมีการจำกัดนักเรียนต่อห้องไม่ให้เกิน 40 คนทำให้เด็กประมาณ 100 กว่าคนต้องถูกให้ออก ทางเครือข่ายผู้ปกครองเห็นว่าควรประกาศล่วงหน้า และหากจะบังคับ ก็ควรบังคับใช้กับการรับนักเรียน ม.1 หรือ ม.3 ที่จะขึ้น ม.4 ในอีก 3 ปีข้างหน้า ไม่ใช่ใช้ในปีนี้

ขณะที่ นายสวัสดิ์ เพชรบูรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหอวัง บอกว่า โรงเรียนหอวังมี ม.4 จำนวน 16 ห้อง แบ่งเป็นห้องเรียนพิเศษ 3 ห้อง ห้องเรียนปกติ 13 ห้อง ปกติรับเด็กได้ห้องละ 50 คน เมื่อมีนโยบายให้ลดลงเหลือ 40 คนต่อห้อง ทำให้มีเด็ก ม.3 ที่ต้องการเรียนต่อ ม.4 ที่โรงเรียนเดิมไม่ได้เข้าเรียน 104 คน ถึงแม้เกรดเฉลี่ยจะผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ 2.00 ก็อาจไม่ได้เรียนต่อที่เดิม ทั้งนี้ เข้าใจความหวังดีของ สพฐ. และ ศธ. ที่ต้องการควบคุมคุณภาพการศึกษา แต่อยากให้คำนึงถึงเด็กและผู้ปกครอง และทบทวนนโยบายนี้อีกครั้ง อย่างน้อยให้เริ่มเฉพาะ ม.1 และระดับประถมศึกษาก่อน เพื่อให้มีเวลาเตรียมตัว

นายวิสิทธิ์ ใจเถิง ผู้อำนวยการโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย ระบุว่า อยากให้ สพฐ. ทบทวน ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนชั้น ม.3 จำนวน 750 คน เดิมสามารถเข้าเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนเดิมได้ 560 คน แต่นโยบายนี้ทำให้โรงเรียนรับเด็ก ม.3 โรงเรียนเดิมเข้าเรียนชั้น ม.4 ได้เพียง 400 กว่าคน ส่วนที่เหลือต้องหาที่เรียนใหม่ ซึ่งทางผู้ปกครองกังวลมาก

ล่าสุดสมาคมผู้ปกครองโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัยยื่นหนังสือถึง นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เพื่อขอให้ทบทวนแล้ว ส่วนตัวคิดว่านโยบายค่อนข้างกะทันหัน ไม่ให้เวลาโรงเรียนเตรียมตัว ซึ่งถ้าเริ่มต้นตั้งแต่ ม.1 คงไม่มีปัญหา แต่ถ้ามารวม ม.4 ไว้ด้วยเด็กบางคนอาจไม่มีที่เรียน โดยเฉพาะโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย มีเด็กในพื้นที่มากที่สุดและผู้ปกครองส่วนใหญ่ประสงค์ให้ลูกเรียนต่อชั้น ม.4 ที่โรงเรียนเดิม หาก สพฐ. จำเป็นต้องกำหนดสัดส่วนนักเรียนที่ 40 คนต่อห้องจริง ก็อยากให้ยืดหยุ่น โดยพิจารณาเป็นพื้นที่พื้นที่ไป

นายธรรมรงค์ เสนจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพรตพิทยพยัต กล่าวว่า นโยบายกำหนดจำนวนนักเรียนที่ 40 คนต่อห้องมีความเหมาะสมในเชิงวิชาการ เพราะทำให้เกิดคุณภาพในการเรียนการสอน โดยผู้อำนวยการโรงเรียนไม่ขัดข้อง แต่ในทางปฏิบัติ ปีนี้อยากให้ สพฐ. ช่วยแก้ไข โดยเริ่มใช้เป็นบางพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น

นางปราณี ทัยคุปต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลราชบุรี จ.ราชบุรี กล่าวว่า ส่วนตัวยินดีที่จะทำตามนโยบาย แต่อยากให้ยืดหยุ่นสำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 3 ที่กำลังจะเข้าเรียนชั้น ป.1 ที่ขณะนี้มีจำนวนมากกว่า 40 คนต่อห้อง ให้โรงเรียนสามารถรับเด็กได้จำนวนเท่าเดิม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาโดยทางโรงเรียนจะไม่ขอเพิ่มห้องเรียนและจะไม่เพิ่มจำนวนรับ

ความกังวลของผู้ปกครองและโรงเรียน นำมาสู่ สพฐ. เรียกประชุมด่วนผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงทั้ง 200 กว่าโรงเรียนทั่วประเทศเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อรับฟังปัญหาและหาทางออกร่วมกันกระทั่งนำมาสู่การยืดหยุ่นในระดับอนุบาล 3 เลื่อนขึ้นชั้น ป.1 และชั้น ม.3 เลื่อนขึ้นชั้น ม.4 ในโรงเรียนเดิม โดยให้การจำกัดห้องที่ 40 คนต่อห้อง เลื่อนออกไปจนถึงปี 2563 เพื่อให้ผู้ปกครองและนักเรียนได้เตรียมตัว ทั้งนี้ โดยผ่านความเห็นชอบของ กพฐ. และเป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ที่สั่งการให้ สพฐ. ยืดหยุ่นเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการ ระบุว่า ที่ประชุม กพฐ. วาระพิเศษได้หารือถึงการแก้ไขปัญหาการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2561 ที่กำหนดจำนวนนักเรียนต่อห้อง โดยก่อนประถมศึกษา 30 คนต่อห้อง ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา 40 คนต่อห้อง ทำให้ผู้ปกครองกังวลว่าจะกระทบต่อการเลื่อนชั้นโรงเรียนเดิมของเด็ก โดยเฉพาะอนุบาล 3 ขึ้น ป.1 และ ม.3 ขึ้น ม.4

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหา ที่ประชุมจึงมีมติว่าในปีการศึกษา 2561 การรับนักเรียนชั้น ม.1 ให้ยึดตามหลักเกณฑ์ 40 คนต่อห้อง ส่วนช่วงรอยต่อนักเรียนชั้น ม.3 ขึ้น ม.4 ในโรงเรียนเดิม ก็เปิดโอกาสให้โรงเรียนที่มีความจำเป็นไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายได้ ทำแผนเสนอต่อคณะกรรมการสถานศึกษาขอขยายห้องเรียน หรือเพิ่มจำนวนนักเรียนต่อห้อง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมแต่ละสถานศึกษา จากนั้นให้ไปขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการรับนักเรียนของเขตพื้นที่ฯ ที่สังกัดอยู่

“การยืดหยุ่นดังกล่าว ให้รวมไปถึงโรงเรียนทั่วไปด้วย ไม่เฉพาะโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง เนื่องจากหากเด็กล้นจากโรงเรียนแข่งขันสูงจำเป็นต้องไปอยู่โรงเรียนใกล้เคียง ซึ่งถ้าเด็กไปเป็นจำนวนมากอาจจะเกินห้องละ 40 คน ก็จะปฏิบัติตามระเบียบไม่ได้อีก ฉะนั้น จึงให้ปรับแผนรองรับไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กพฐ. ได้ย้ำว่า เมื่อขยายแล้วต้องไม่เกิน 50 คน สำหรับปีการศึกษา 2562 และ 2563 ที่ยังมีนักเรียน ม.ต้นค้างท่อ จะมีการหารือกันอีกครั้ง หากจำเป็นต้องยืดหยุ่นจนเด็กรุ่นนี้จบ ม.ต้น ก็จะสามารถยืดหยุ่นได้ถึงปีการศึกษา 2563 ส่วนปีการศึกษา 2564 ปัญหานี้จะไม่มีอีก เพราะนักเรียนที่เข้าเรียน ม.1 ในปีการศึกษา 2561 จะล็อกจำนวนอยู่ที่ 40 คนต่อห้องอยู่แล้ว” นายบุญรักษ์ ระบุ

เป็นการแก้ปัญหาช่วงรอยต่อเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน แต่ในอนาคตการลดจำนวนนักเรียนลงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เกิดคุณภาพในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งมีการศึกษามาแล้วว่าสัดส่วนนักเรียนต่อห้องที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 40 คน

ที่มา:มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 2 – 8 มีนาคม 2561

Comments

comments