ฤดูหนาวเริ่มใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว หลายๆ คนก็ชื่นชอบเพราะว่าอากาศไม่ร้อนและเย็นสบายจะไปเที่ยวที่ไหนก็สะดวก แต่บางคนที่ขี้หนาวก็ไม่ชอบอากาศเย็นๆ เช่นกัน ดังนั้นวันนี้จึงมีสมุนไพรไทยของเรา ซึ่งสามารถช่วยแก้หนาวในได้ และยังมีส่วนช่วยในการปรับสมดุลของธาตุต่างๆ ในร่างกายของเราได้อีกด้วย
ตามหลักทฤษฏีการแพทย์แผนไทยกล่าวไว้ว่า ร่างกายของคนเรามีธาตุเป็นองค์ประกอบ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอาการเจ็บป่วยต่างๆ ของคนเราก็มักจะขึ้นอยู่กับการเสียสมดุลของธาตุนั้นๆ ส่วนการเจ็บป่วยในฤดูหนาวมักจะเกิดอาการที่พบบ่อย คือ อาการเจ็บคอ แสบคอ มีเสมหะ หรือกลุ่มอาการของโรคระบบทางเดินหายใจ คนไทยเราจึงมีวิธีการดูแลสุขภาพในหน้าหนาวด้วยการใช้สมุนไพรในการช่วยปรับสมดุลของธาตุน้ำ ซึ่งสมุนไพรแก้หนาวใน มีดังต่อไปนี้
1. พริก (chilli)
สมุนไพรอย่าง “พริก” ที่ใครๆ ก็รู้จักกันดี จะมีสารชนิดหนึ่งเรียกว่า “สารแคพไซซิน” (capsaicin) ซึ่งสารตัวนี้จะมีส่วนช่วยทำให้การไหลเวียนของเลือดในร่างกายของเราทำงานได้ดีขึ้นระบบการสูดฉีดเลือดดีขึ้น และนอกจากนี้ความเผ็ดร้อนที่เราได้รับจากพริกยังสามารถช่วยในการที่จะทำให้เกิดความเย็นบริเวณปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าลดลง เราจึงไม่เกิดอาการชาบริเวณปลายนิ้วมือนิ้วเท้าง่ายๆ เพราะฉะนั้นหนาวนี้ไม่ต้องกลัวอีกต่อไป หากมีสมุนไพรแก้หนาวในอย่างพริกไว้ทานเป็นประจำ
2. กระเทียม (gralic)
สมุนไพรแก้หนาวในชนิดนี้จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในร่างกายของเรา เลือดจะสูบฉีดดีโดยเฉพาะเส้นเลือดฝอยที่อยู่ตามบริเวณผิวหนัง เพราะฉะนั้นเมื่อเลือดไหลเวียนดีเราก็ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าหน้าหนาวๆ เลือดจะแข็งตัว ซึ่งการรับประทานกระเทียมนั้นสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารรับประทาน หรือใครที่ชอบรับประทานแบบสดๆ ก็สามารถรับประทานได้ทันที เพราะไม่ว่าจะสดหรือสุกก็ช่วยแก้อาการหนาวในได้
3. ขิง (singer)
ถ้าพูดถึงสมุนไพรที่มีความเผ็ดร้อนอย่าง “ขิง” หลายคนคงรู้จักกันดี เพราะคนส่วนใหญ่ก็มักจะจิบน้ำขิงร้อนๆ เพื่อบำรุงสุขภาพกันอยู่แล้วซึ่งในขิงมีสารจิงเกอรอล (gingerol) ที่จะทำหน้าที่ช่วยลดคลอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีในร่างกาย และช่วยทำให้หลอดเลือดไม่แข็งตัวหรือจับเป็นลิ่มเลือดได้ง่าย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอากาศหนาวมากขนาดไหน หากมีสมุนไพรแก้หนาวในอย่างขิงไว้รับประทาน ก็ไม่ต้องกลัวว่าเลือดจะแข็งแน่นอน
4. ข่า (galangal)
ข่า นับเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์มากในการบำรุงธาตุไฟ ซึ่งช่วยรักษาสมดุลของธาตุไฟ ดังนั้นเมื่อธาตุไฟในร่างกายของเราปกติ ต่อให้อากาศหนาวเพียงไร ร่างกายของเราก็จะยังคงสมดุลไว้ได้ และนอกจากข่าจะมีส่วนช่วยดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ข่ายังมีส่วนช่วยในการย่อยอาหารแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ช่วยลดเสมหะ บำรุงร่างกาย ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และเป็นสมุนไพรต้านมะเร็งอีกด้วย สรรพคุณมากขนาดนี้ไม่หามาไว้รับประทานไม่ได้แล้ว
5. กระชาย (finger root)
กระชายเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์ร้อน จึงสามารถรักษาอาการหนาวในในช่วงหน้าหนาวได้นั่นเอง นอกจากนี้กระชายยังมีวิตามินเอ วิตามินบี12 และยังมีแคลเซียมอีกด้วยจึงสามารถช่วยระบบการย่อยอาหาร แก้จุกเสียดในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย
6. กะเพรา (basil)
ในใบสดของกะเพรานั้นมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วย linalool methyl chavicol สรรพคุณเป็นยาขับลม ช่วยลดอาการจุกเสียด แต่ถ้าหากมีแผลหรือเป็นโรคผิวหนัง ให้นำน้ำกะเพราที่คั้นแล้วมาทาบริเวณผิวหนังซึ่งจะช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ในบางชนิด แถมยังสามารถป้องกันยุงได้นานถึง 2 ชั่วโมง นอกจากนี้ ประการสำคัญคือ กะเพราก็เป็นสมุนไพรแก้หนาวในที่มีฤทธิ์ร้อนอีกเช่นกัน ดังนั้นเมื่อรับประทานเข้าจะช่วยขับเสมหะ และขับเหงื่อได้ดีในช่วงหน้าหนาว
7. โหระพา (sweet basil)
สมุนไพรอย่าง “โหระพา” เป็นสมุนไพรที่สามารถรักษาโรคในช่วงหน้าหนาวได้โดยตรง โดยการที่เราเลือกใช้แต่ใบโหระพามาคั้นเอาแต่น้ำประมาณ 1 ถ้วย มาผสมกับน้ำผึ้ง ใช้จิบแก้ไอช่วยลดอาการหลอดลมอักเสบ และยังสามารถช่วยในการขับเหงื่อได้ดีอีกด้วย
8. สะเดา (neem)
สมุนไพรที่มีรสขมอย่างสะเดา เป็นสมุนไพรมีคุณค่าทางอาหารมาก ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรตแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใย เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามิบี1 วิตามินบี2 วิตามินซี และไนอาซีน สะเดามีสรรพคุณในการบำรุงธาตุไฟ สร้างภูมิต้านทาน แก้ไข้ ช่วยในระบบขับถ่าย และช่วยให้นอนหลับสบายส่วนใหญ่จะนิยมนำดอกและใบมารับประทาน ตอนนี้สะเดาเริ่มออกแล้วอย่าลืมไปหามาไว้รับประทานกันมากๆ
สมุนไพรทั้ง 8 ชนิดที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น หลายคนอาจชอบรับประทาน หลายคนอาจไม่ชอบรับประทาน แต่อย่าลืมว่าการจะหาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนมารับประทานกันแก้หนาวในช่วงหน้าหนาวไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและไม่เจ็บป่วยในช่วงหน้าหนาว เราก็ควรหาสมุนไพรแก้หนาวในเหล่านี้มารับประทานกันไว้บ้างก็ดี เพราะการป้องกันดีกว่าการต้องมาแก้ไข
“ที่สำคัญประโยชน์ของสมุนไพรที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะในฤดูหนาวเท่านั้นแต่เกิดประโยชน์ต่อร่างกายของเราแทบทุกฤดู ดังนั้นเราทุกคนควรใส่ใจในเรื่องของอาหารการกิน และออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพของเราจะได้แข็งแรง”
