วันที่ 1 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลแพ่งได้อ่านคำพิพากษาคดีที่บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอิทธิบูรณ์ อ้นวงษา, นายทศพล แก้วทิมา, นายระวี มาศฉมาดล และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ กลุ่มแกนนำกองทัพประชาชนและเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย (กคป.) เป็นจำเลยที่ 1-4 ฐานกระทำละเมิด เรียกค่าเสียหายจากกรณีเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 57 จำเลยทั้งสี่ร่วมกันนำผู้ชุมนุมบุกรุกบริเวณพื้นที่ของอาคารเอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องจากพื้นที่ของอาคารสำนักงานใหญ่ของ บริษัท ปตท. โจทก์
โดยกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าครอบครองพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค. 57 ต่อเนื่องตลอดมา ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าใช้อาคารและพื้นที่ทั้งหมดในสำนักงานใหญ่ได้ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องปิดอาคารสำนักงานใหญ่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและขาดรายได้จากการประกอบกิจการ จึงขอให้ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน
15,920,737.54 บาท และชดใช้เงินค่าขาดรายได้วันละ 123,160.83 บาท กับชดใช้เงินต้นทุนที่เพิ่มขึ้นวันละ 280,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่ หยุดทำการละเมิด จำเลยทั้งสี่ ให้การว่าจำเลยทั้งสี่เข้าไปร่วมชุมนุมโดยชอบ ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
ศาลแพ่งพิเคราะห์แล้วเห็นว่า นายอิทธิบูรณ์ จำเลยที่ 1 และนายสมเกียรติ จำเลยที่ 4 มีพฤติการณ์ชุมนุมโดยขึ้นเวทีปราศรัยและเป็นตัวแทนเข้าร่วมในการเจรจา ทั้งยังมีพฤติการณ์ร่วมกับ นายทศพล จำเลยที่ 2 และนายระวี ที่ 3 เป็นแกนนำเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มกองทัพประชาชน บุกรุกเข้าไปในบริเวณพื้นที่อาคารเอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของกระทรวงพลังงานโดยเมื่อมีพื้นที่ต่อเนื่องกับพื้นที่อาคารสำนักงานใหญ่ของ บริษัท ปตท.โจทก์ โดยไม่มีรั้วกั้น
แล้วต่อมาได้เคลื่อนย้ายเข้าไปในพื้นที่ของอาคารสำนักงานใหญ่ของโจทก์ มีการใช้อุปกรณ์ตัดเชื่อม ตัดโซ่เหล็กที่คล้องประตูและตัดแผ่นเหล็กที่โจทก์ได้เชื่อมประตูเหล็กทั้งสองบ้านขาด ออกจากกัน ใช้บันไดพาดและปีนเข้ามาในพื้นที่สำนักงานใหญ่ และยังนำกระสอบทรายและยางรถยนตร์มาสร้างเป็นแนวป้องกันโดยรอบบริเวณพื้นที่ชุมนุม และบนพื้นผิวจราจรถนนวิภาวดี-รังสิตด้านหน้าอาคารสำนักงานใหญ่ตลอดแนวมีการจัดตั้งเวทีปราศรัยขนาดใหญ่ติดตั้งเครื่องขยายเสีย, เครื่องปั่นไฟ, ติดตั้งเต็นท์ขนาดใหญ่และขนาดเล็กรวมทั้งจัดแสดงดนตรีและกิจกรรมต่างๆ โดยเครื่องขยายเสียงส่งเสียงดังรบกวนอย่างต่อเนื่อง
โดยการกระทำของจำเลยทั้งสี่และผู้ชุมนุมเป็นผลให้พนักงานของโจทก์และประชาชนไม่สามารถหรือไม่สะดวกในการเข้าใช้อาคาร และพื้นที่ทั้งหมดของโจทก์เพื่อประกอบการงานตามปกติของโจทก์ได้ จึงเป็นการใช้สิทธิที่มีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เป็นการรบกวนการครอบครองอาคารสำนักงานของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย
การชุมนุมของจำเลยทั้งสี่และผู้ชุมนุมจึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 421 ที่บัญญัติว่า “การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลนั้นท่านว่าย่อมเป็นการอันมิชอบด้วยกฏหมาย” ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์
ศาลแพ่งจึงพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็น แกนนำ กคป. ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 9,714,480 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีแพ่งนี้เป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งตามกฎหมายคู่ความยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันนับจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา
อย่างไรก็ดีคดีนี้ นับเป็นสำนวนที่ 2 แล้วที่ศาลแพ่งมีคำสั่งให้แกนนำ กคป.ชดใช้ค่าเสียหายจากการชุมนุมปิดล้อมและเข้าไปในอาคารกระทรวงพลังงาน โดยเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 60 ที่ผ่านมา ศาลแพ่งมีคำพิพากษา ในคดีที่ บริษัท เอนเนอร์ยีคอมเพล็กซ์ จำกัด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา, นายทศพล แก้วทิมา และนพ.ระวี มาศฉมาดล แกนนำ กคป., นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และนายธวัชชัย พรหมจันทร์ แกนนำ กคป. เป็นจำเลยที่ 1-5 เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย 118,930,051.44 บาท
ซึ่งศาลแพ่งก็วินิจฉัยไว้เช่นกันว่าการกระทำของแกนนำ กคป. จำเลย เป็นการใช้สิทธิอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ พนักงานของโจทก์และประชาชนผู้มาติดต่อ รวมทั้งผู้เช่าพื้นที่ในอาคารของโจทก์ ต้องให้ร่วมกันชดใช้เป็นเงินทั้งสิ้น 95,923,547.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องที่ 12 มี.ค. 57 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ
ขณะที่ปัจจุบัน จำเลยทั้งห้าและผู้ชุมนุมได้รื้อถอนสิ่งต่างๆ ออกจากพื้นที่การครอบครองของโจทก์แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องสั่งห้ามจำเลยทั้งห้าและผู้ร่วมชุมนุมเข้าไปเกี่ยวข้องกับพื้นที่ของโจทก์อีก และสำหรับค่าเสียหายรายวันนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าและกลุ่มผู้ชุมนุมมีการบุกรุกเข้ายึดถือการครอบครองพื้นที่ของโจทก์นับแต่วันฟ้องที่ 12 มี.ค. 57 อีก ศาลจึงไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้
ส่วนคดีอาญาในการดำเนินคดีกับแกนนำและผู้ชุมนุม กคป.จากเหตุเดียวกันนี้ ในช่วงเดียวกับที่มีการชุมนุมปิดกรุงเทพฯ หรือยุทธการ “Shutdown กรุงเทพฯ” ของกลุ่ม กปปส. ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังอยู่ระหว่างการสืบพยานในศาลอาญา
ที่มา:ข่าวสด
