“ศาลออกหมายจับ “ยิ่งลักษณ์” หลังไม่มาฟังคำพิพากษาที่ศาลฯ อ้างป่วย “น้ำในหูไม่เท่ากัน” ศาลเชื่อจำเลยมีพฤติการณ์หลบหนี”
25 ส.ค. 2560 เวลา09.00 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อม. ๒๒/๒๕๕๘ ระหว่าง อัยการสูงสุด โจทก์ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำเลย เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ทนายจำเลยยื่นคำร้องว่าได้รับแจ้งจากจำเลยว่าป่วยด้วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน มีอาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ ขอเลื่อนการฟังคำพิพากษาในวันนี้ โจทก์แถลงคัดค้านว่า ไม่เชื่อว่าจำเลยป่วยจริงเนื่องจากไม่มีใบรับรองแพทย์และอาการป่วยที่อ้างไม่ถึงขนาดที่จะมาศาลไม่ได้ ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ไม่เชื่อว่าจำเลยเจ็บป่วยจนถึงขนาดมาศาลไม่ได้ พฤติการณ์มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยหลบหนี จึงให้ออกหมายจับจำเลยและปรับนายประกันเต็มตามสัญญา ให้เลื่อนไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 กันยายน ๒๕๖๐ เวลา 09.00 น.
ส่วนขั้นตอนการ การอุทธรณ์สำหรับ ยิ่งลักษณ์นั้น ได้มีการระบุโดย
ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์ข้อความข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว Thanakrit Vorathanatchakul อธิบายขั้นตอนทางกฎหมายเกี่ยวกับการอ่านคำพิพากษาในคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่มีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย และโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ในวันพรุ่งนี้ (25 ส.ค.60) ระบุข้อความดังนี้
“มีข้อกฎหมายเล็กน้อยมาเล่าสู่กันฟังในเรื่องการตัดสินคดีระบายข้าวและคดีจำนำข้าวในวันที่ 25 สิงหาคม 2560 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 20 บัญญัติให้การทำคำสั่งที่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดหรือการพิพากษาคดี ให้ผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษาทุกคนทำความเห็นในการวินิจฉัยคดีเป็นหนังสือพร้อมทั้งต้องแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติ และให้ถือมติตามเสียงข้างมาก โดยองค์คณะผู้พิพากษาอาจมอบหมายให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาเป็นผู้จัดทำคำสั่งหรือคำพิพากษาตามมตินั้นก็ได้ และคำสั่งที่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือคำพิพากษาของศาล ให้เปิดเผยโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนความเห็นในการวินิจฉัยคดีของผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษาทุกคนให้เปิดเผยตามวิธีการที่ประธานศาลฎีกากำหนดและตามมาตรา 20 บัญญัติให้ความเห็นในการวินิจฉัยคดีอย่างน้อยต้องประกอบด้วย ชื่อคู่ความทุกฝ่าย เรื่องที่ถูกกล่าวหา ข้อกล่าวหาและคำให้การ ข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณา เหตุผลในการวินิจฉัยทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย บทบัญญัติของกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิง คำวินิจฉัยคดี รวมทั้งการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง ถ้ามี
ส่วนในเรื่อง
ในเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษานั้น ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 195 วรรค 4 บัญญัติให้สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 195 วรรค 7 บัญญัติให้หลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์คดีมีอยู่ตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองไว้ตามที่ผมเคยให้ความเห็นผ่านทางสื่อต่างๆ ไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญปี 2550 นั้น เป็นไปตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด ซึ่งขณะนี้ ถูกยกเลิกไปแล้วโดยผลของรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 195 วรรค 7 ส่วนหลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์ใหม่ตามที่รัฐธรรมนูญปี 2560 บัญญัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ก็ยังไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฯ ยังไม่มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย
ทำให้การยื่นอุทธรณ์ในระหว่างที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ ยังไม่มีผลบังคับใช้ขาดความชัดเจนในเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น หากฝ่ายจำเลยจะยื่นอุทธรณ์ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีต้องมาแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ ตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 60 ซึ่งยังไม่มีผลบังคับใช้ บัญญัติไว้ ด้วยหรือไม่ ซึ่งตามมาตรา 60 บัญญัติว่า กรณีที่จำเลยซึ่งไม่ได้ถูกคุมขังเป็นผู้อุทธรณ์ จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และศาลจะสั่งรับอุทธรณ์อย่างไร ในเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฯ ยังไม่มีผลบังคับใช้
นอกจากนี้ การคัดเลือกองค์คณะของศาลฎีกาจำนวน 9 คน โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่จะมาพิจารณาอุทธรณ์ ตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 62 บัญญัติให้ การวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาดำเนินการโดย องค์คณะของศาลฎีกาซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาจำนวนเก้าคน ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือก จากผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาหรือ ผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ซึ่งไม่เคยพิจารณา คดีนั้นมาก่อน ก็น่าจะยังไม่สามารถดำเนินการได้ในระหว่างที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฯยังไม่มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย
ซึ่งปัญหาข้อกฎหมายเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์ดังที่กล่าวไป นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะคดีระบายข้าว คดีจำนำข้าวเท่านั้น แต่ยังเกิดในการอุทธรณ์คำพิพากษาคดีสลายการชุมนุมพันธมิตรด้วยเช่นกัน
หากมีการประกาศให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ทันเวลาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ก็จะทำให้หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นอุทธรณ์มีความชัดเจน และการยื่นอุทธรณ์และการดำเนินการที่เกี่ยวข้องก็จะมีกฎหมายรองรับชัดเจนด้วย ที่เขียนมานี้ถือว่าเล่าสู่กันฟังเป็นข้อกฎหมายเล็กๆน้อยๆ ก็คงต้องรอดูกันต่อไปครับ
ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล
อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด