นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. รับทราบการดำเนินการตามมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เห็นชอบให้ช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 562,494 ราย ให้ได้รับสิทธิตามมาตรการดังกล่าว ซึ่งรวมถึงโครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของผู้มีรายได้น้อยในระบบธ.ก.ส.ด้วย เพราะที่ผ่านมาผู้ที่มีรายได้น้อยกลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เนื่องจากประกอบอาชีพอื่นเป็นอาชีพเสริม และแจ้งลงทะเบียนอาชีพอื่นที่ไม่ใช่เกษตรกรกับธ.ก.ส.ไปก่อนหน้านี้
สำหรับลูกค้าธ.ก.ส. ในกลุ่มดังกล่าวทั้ง 562,494 ราย แยกเป็นลูกค้าเงินกู้ที่ยังมีหนี้จำนวน 462,684 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 88,350 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีหนี้สถานะปกติ จำนวน 182,341 ราย และมีหนี้ที่เป็นภาระหนักจำนวน 280,343 ราย ซึ่งรัฐบาลจะมีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กับธ.ก.ส. เพื่อชดเชยดอกเบี้ยจากการพักชำระหนี้ให้เกษตรกรในกลุ่มที่มีหนี้ที่เป็นภาระหนัก และมีหนี้ไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งจากการตรวจสอบแล้ว มีอยู่ 222,503 ราย มีต้นเงินกู้รวม 29,708 ล้านบาท คิดเป็นวงเงินชดเชยปีละ 891.24 ล้านบาท รวม 2 ปี วงเงินรวม 1,782.48 ล้านบาท
ขณะเดียวกันที่ประชุมครม.เห็นชอบขยายเวลาให้ผู้ดูแลผู้ที่มีบัตรสวัสดิการ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่จะลงไปพูดคุยสัมภาษณ์ข้อมูลของผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการ สามารถลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้มีบัตรสัวดิการได้ถึงสิ้นเดือน พ.ค. 2561 จากเดิมภายในเดือนมี.ค.-เม.ย. 2561 เพราะขณะนี้ยังเหลือจำนวนผู้ที่ยังไม่ได้สัมภาษณ์ อีกประมาณ 4.5 ล้านคน ซึ่งที่ประชุมครม. ได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีไปเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ช่วยผู้ดูแลผู้ที่มีบัตรสวัสดิการ เพิ่มเติมอีก 500 คน ภายในวงเงิน 103 ล้านบาท เพื่อปฏิบัติงานในช่วงเดือนเม.ย.-ก.ย. 2561
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังรายงานว่า ปัจจุบันมีจำนวนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการรวม 11.4 ล้านคน แจ้งความประสงค์เข้ารับการพัฒนาตนเองตามนโยบายรัฐบาล 6.4 ล้านคน แยกเป็นกลุ่มคนมีรายได้น้อยที่มีอายุไม่เกิน 60 ปี ประสงค์เข้ารับการพัฒนาตนเอง 4.4 ล้านคน จากจำนวนผู้ที่มีบัตรสวัสดิการ 7.8 ล้านคน และกลุ่มคนที่มีอายุสูงกว่า 60 ปี แจ้งความประสงค์เข้ารับการพัฒนาตนเอง 1.9 ล้านคน จากจำนวนผู้ที่มีบัตรสวัสดิการ 3.6 ล้านคน
ที่มา:ข่าวสด
