วันที่ 20 ธ.ค. 60 ที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ได้มีกลุ่มตัวแทนอาสาสมัครกู้ภัยจาก ทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้นกว่า 200 คน นำโดย นาย สุเทพ ณัฐกานต์กนก รองประธานมูลนิธิหลักเสีงเซียงตึ๊ง ( สว่างเมตตาธรรมสถาน ) จ.นครราชสีมา นาย ชวลิต รัตนสุทธิกุล ประธานเขต 4 กู้ภัยสายใต้ จ.ประจวบฯ นาย ไพศาล พิสิธสุภวีรกุล เลขาฯฮุก 31 นาย ปัญญา เพชรแก้ว นายกสมาคมกู้ชีพกู้ภัยภูซางการกุศล จ.พะเยาว์ นาย ศุภชัย หนิมพาณิชย์ หัวหน้ากู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถาน จ.พิษณุโลก มายื่นหนังสือพร้อมทั้งทวงถามสัญญา ขอให้เพิกถอนประกาศ สพฉ. เรื่องหน่วยปฏิบัติการ เพื่อแก้ไขใหม่ โดยมี นายแพทย์ กิตติศักดิ์ กลับดี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะสุข เป็นตัวแทนรับมอบ ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจมาคอยดูแลความสงบเรียบร้อย
โดยหนังสื่อที่ตัวแทนอาสาสมัครกู้ภัยยื่นนั้น ระบุว่า ตามที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติได้ออกประกาศ สพฉ. เรื่องหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ 2560 ลงนามโดยเลขาธิการ สพฉ. เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 ทำให้เกิดข้อสงสัยมากมายในการรีบเร่งออกประกาศ โดยที่ไม่ได้ฟังข้อทักท้วง และข้อคัดค้านจากภาคีเครือข่ายองค์กรการกุศลที่ไม่แสวงหากำไร ที่มีบทบาทด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ก่อนถึงโรงพยาบาล ทั้งที่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 คณะกรรมการฝ่ายกฎหมายท่าน พงษ์ภัฎ เรืองเครือ ได้เรียกประชุมที่ สพฉ. และมีมติให้ถอนร่างและชะลอการประกาศออกไปเพื่อยกร่างใหม่ภายใน 30 วันก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินและการประชุมประจำเดือนต่อไป และเลขาธิการกลับนำร่างเดิมออกประกาศ
ภาคคีเครือข่ายยังคงยืนยันว่า คณะทำงานได้อ่านพิจารณาร่างประกาศฯอย่างถ่องแท้โดยละเอียดแล้ว พบว่าแม้เลขฐานที่การพยายามจะแก้คำในรายข้อแล้วก็ตาม ก็ยังพบข้อผิดพลาดอีกมากมายและยังทำให้สพฉ. เสียโอกาส สูญเสียรายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียม จากภาคเอกชนที่มุ่งหวังรายได้จากการเปิดศูนย์ฝึกอบรมหน่วยปฏิบัติการ และคณะทำงานข้อตั้งข้อสังเกตอีกหลายประการ ซึ่งประกาศฉบับนี้ไม่สามารถบังคับใช้ได้และสร้างความเสียหายต่อระบบการแพทย์ฉุกเฉินในท้องที่ห่างไกล ที่มีความไม่พร้อมทั้งหลายตามประสบการณ์ตามประกาศในปัจจุบัน
ประการที่ 1 กระบวนการยกร่างไม่ได้มาจาก ผู้ที่มีส่วนได้เสีย เช่น ผู้ปฏิบัติการ ผู้จ่ายงาน และดำเนินการในพื้นที่ เพราะกลุ่มเหล่านี้จะทราบดีว่าในชนบทที่ห่างไกล ชุดปฏิบัติการระดับ FRS เป็นหน่วยปฏิบัติการที่มีความสามารถในการดูแล และลำเลียงส่งตรง รพช.ได้ดี และอยู่ในความควบคุมดูแลคุณภาพโดย รพช.นั้นๆ ปัญหาเรื่องสีของตัวถัง ก็ไม่ได้ศึกษาและเขียนออกมาให้ตรงกับความเข้าใจ และตัวของเลขาฯเองก็ยังไม่เข้าใจถึงสีที่ลงในประกาศ ว่าเป็นสีประเภทใด สีใด จะเห็นได้จากบทสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเลขาฯใช้คำว่ารถสีเหลืองมะนาว หรือสีเขียวมะนาว อาจติดเป็นสติ๊กเกอร์แถบสี โดยตัวหนังสือตามประกาศระบุสีเหลืองฉุกเฉินการแพทย์ ( รหัส RAL 1016 Sulphur Yello ) เป็นสีหลักของตัวถังยานพาหนะทางบกเพราะสีเหลืองมะนาว ตามเฉดสีก็เป็นอีกสีที่ไม่ตรงกับที่เลขาฯเข้าใจ รวมทั้งคำว่าสีหลักของตัวถังก็ไม่ซ้ำ ม่านติดเป็นสติ๊กเกอร์ได้แต่อย่างใด
อีกทั้งค่าตรวจรับรองหน่วยปฏิบัติการที่เคยเขียนไว้ว่า สพฉ. สามารถเรียกเก็บเงินได้ไม่เกิน 3,000 บาท ก็ได้ถูกตัดทอนออกไปทั้งที่เครือข่ายเห็นสมควรให้ยกเว้นเฉพา อปท และมูลนิธิ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด และในวรรคท้ายของข้อ 9 สพฉ ยังเพิ่มเติมประกาศให้ชุดปฏิบัติการจะต้องมี พขร. ที่ผ่านการอบรมจาก สพฉ. กำหนด ทั้งที่ สพฉ. ทราบดีว่าในปัจจุบันจำนวนผู้ผ่านการอบรม พขร. มีจำนวนน้อยมาก หากประกาศออกไปอาจทำให้ ชุดปฏิบัติการ พ้นสภาพจากระบบ อีกตั้งประกาศหน่วยปฏิบัติการ ควรกล่าวถึงองค์ประกอบหลักของหน่วยปฏิบัติการ สพฉ. กลับลงลึกไปในผู้ปฏิบัติการ ชุดปฏิบัติการ จนเกิดความสับสนวุ่นวายไปหมด
ในการนี้คณะทำงานภาคเอกชน มูลนิธิ สมาคมที่ไม่แสวงหากำไร จึงเห็นสมควรให้ สพฉ. ปฏิบัติตามมติคณะกรรมการแพทย์ฉุกเฉิน วันที่ 18 ตุลาคม 2560 และมติคณะทำงานวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 เพื่อไม่ขัดต่อม 29 แห่ง พรบ. การแพทย์ฉุกเฉิน 2551
ภาพ/ข่าว ไพฑูรย์ คาบพิมาย ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครราชสีมา
