ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องทุกข์จากชาวบ้านว่ามีคนร้ายขโมยมันสำปะหลังภายในไร่นา น้ำหนักประมาณ 2 ตัน ชาวบ้านเดือดร้อนเนื่องจากอยู่ระหว่างรอเก็บเกี่ยวไว้ขายในอีกช่วง 2-3 เดือนที่จะถึงนี้ ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ยังไร้หน่วยงานเข้าช่วยเหลือ
ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 เวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวจึงได้ลงพื้นที่ไปยังจุดเกิดเหตุ เป็นบริเวณไร่มันสำปะหลัง ริมถนนระหว่างบ้านสี่แยก หมู่ 10 ตำบลนาอุดม อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นถนนรอยต่อกับบ้านโพธิ์ศรี ตำบลโพธิ์ศรี อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด
จากการสอบถามนางสำรวย ปุดโส อายุ 46 ปี ผู้เสียหายเล่าว่า ก่อนหน้านี้ตนได้ปลูกมันสำปะหลังจำนวน 10 ไร่ อายุได้ประมาณ 9 เดือน ซึ่งอีก 3 เดือนก็จะเก็บเกี่ยวไปขาย ซึ่งก็คาดว่าจะเป็นเงินก้อนไว้สำหรับใช้จ่ายในครอบครัว และแบ่งไว้ลงทุนในการทำไร่มันสับปะหลังในปีต่อไป
แต่เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ตนได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่มีไร่มันสำปะหลังอยู่ใกล้กัน ได้บอกกับตนว่าไร่มันสำปะหลังของชาวบ้านถูกถอนต้น ขโมยเอาหัวมันไปประมาณ 1,000 กิโลกรัม ตนจึงได้ออกไปยังไร่มันเพื่อตรวจสอบ ซึ่งก็พบว่าไร่มันของตนถูกรื้อถอน ลักษณะใช้มือดึงโคนต้นเพื่อหักเอาหัวมัน เสียหายประมาณ 10 จุด รวมน้ำหนักประมาณ 1,000 กิโลกรัม หากรวมทั้งไร่มันของตนและชาวบ้านที่อยู่ใกล้กัน ก็หนักเกือบ 2,000 กิโลกรัม โดยลักษณะในการขโมยน่าจะเป็นคนที่อาจะไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องมันสำปะหลัง เพราะเลือกขโมยเป็นจุด แต่บางจุดหัวมันก็ยังไม่สมบูรณ์มากนัก คาดว่าจะเป็นคนในพื้นที่เพราะรู้จักเส้นทางหลบหนีเป็นอย่างดี
ตนจึงได้มาดูที่บริเวณถนนทางเข้าไร่มัน ก็พบรอยยางรถกระบะ เป็นทางยาวมุ่งหน้าไปทาง ต.โพธิ์ศรี อ.โพธิ์ชัย ซึ่งคาดว่าคนที่มาก่อเหตุน่าจะมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน เพราะลงมือก่อเหตุหลายจุดในเวลาใกล้เคียงกัน เบื้องต้นตนได้แจ้งไปยังผู้ใหญ่บ้านให้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ออกตรวจสอบเพื่อป้องปรามเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำอีก ถึงแม้มันสำปะหลังที่ขโมยไปจะเป็นมูลค่าเพียง 4,000-5,000 บาท แต่ก็เป็นเงินจำนวนมากสำหรับชาวไร่ชาวนา ที่ต้องใช้เวลาปลูกประมาณ 1 ปี ถึงจะเก็บเกี่ยวไปขายได้ ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับตนและชาวบ้านที่มีไร่มันใกล้กัน ที่หวังจะได้เงินในส่วนนี้มาใช้จ่ายในครอบครัว และแบ่งไว้ทำไร่มันสำปะหลังในปีต่อไป
ตนก็อยากวิงวอนผ่านสื่อช่วยเป็นกระบอกเสียง ฝากข่าวเตือนภัยให้ชาวไร่มันสำปะหลังได้ระมัดระวังการก่อเหตุในลักษณะเช่นนี้ หากยังไม่มีเจ้าหน้าที่ลงมาตรวจสอบหรือแก้ไขปัญหา อาจจะทำให้ผู้ก่อเหตุย่ามใจกลับมาก่อเหตุซ้ำอีกก็เป็นได้