หลังจากที่มีการพูดถึงอย่างกว้างขวางของ หนุ่มน้อยวัย 13 ปี ที่มีน้องชายเป็นผู้พิการ จนต้องขอลาออกจากโรงเรียน เพื่อมาทำงานเป็นพนักงานขายนมเปรี้ยว หาเงินช่วยเลี้ยงดูน้องที่พิการ จนชาวเน็ตหลายรายต่างพากันสงสาร และพร้อมที่จะช่วยกันบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือ แต่ก็ยังมีกระแสเป็นเรื่องดราม่าเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการเมืองและสวัสดิการการศึกษาของประเทศไทย จนเกิดการถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา
ล่าสุดวันที่ 22 ก.ย. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 26 หมู่ 7 ต.บางม่วง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นบ้านของ ด.ช.อนุวัฒน์ หรือน้องอาร์ม เงินมาบุญช่วย อายุ 14 ปี หนุ่มน้อยผู้ขายนมเปรี้ยวยี่ห้อดังที่ปรากฏเป็นข่าว แต่กลับไม่พบเจอกับเจ้าตัว เนื่องจากได้ออกไปตระเวนขายนมเปรี้ยวกับ น.ส.สายฝน จันทร์เพ็ญ อายุ 31 ปี สาวขายนมเปรี้ยวยี่ห้อดังตั้งแต่เช้า พบแต่ น.ส.แอ๊ด ผ่าสุขขี อายุ 59 ปี ผู้เป็นยาย กำลังดูแล ด.ญ.เปรี้ยว น้องสาวของน้องอาร์ม วัย 10 ปี ซึ่งเป็นผู้พิการขารีบ เดินและพูดไม่ได้อยู่ภายในบ้านเพียง 2 คนเท่านั้น
น.ส.แอ๊ด เล่าว่า พ่อแม่ของน้องอาร์มได้เลิกราและแยกทางกันไปนานหลายปีแล้ว และก็ไม่รู้ว่าขณะนี้พ่อของน้องอาร์มไปอยู่ที่ไหน ส่วนแม่ไปทำงานที่ กทม. นานๆ จะกลับเยี่ยมลูกสักครั้งหนึ่ง ขณะที่ตัวของน้องอาร์มนั้น เป็นคนเงียบขรึมพูดน้อย และเพิ่งเรียนจบชั้น ป.6 แต่ไม่เรียนต่อ ก็อยู่ที่บ้านช่วยเลี้ยงน้องสาว แต่ก็ออกไปเที่ยวเล่นบ้างตามประสาเด็กๆ
จนกระทั่งวันหนึ่ง ไปพบกับ น.ส.สายฝน เพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงที่รู้จักกัน และทำงานเป็นสาวขายนมเปรี้ยวยี่ห้อดัง มาชักชวนให้ไปขายนมเปรี้ยวด้วยกัน น้องอาร์มจึงตัดสินใจไปทำงานด้วย เพราะน้องอาร์มบอกว่า เห็นยายไม่มีรายได้อะไร จึงขอไปทำงานหาเงินช่วยเหลือยายและน้องชายดีกว่าอยู่ว่างป่าวไปวันๆ
“ฉันก็ไม่ค่อยรู้เรื่องรายได้ของหลานมากนัก ซึ่งในแต่ละวันหลานก็จะเอาเงินมาให้ฉันเก็บไว้วันละ 200-300 บาท เพื่อนำมาให้ฉันไว้ใช้จ่ายภายในบ้าน ทั้งค่าเลี้ยงดูหลายอีกคน ค่าอาหาร และค่าอื่นๆ อีกจิปาถะ ซึ่งทุกวันนี้ เงินที่ไว้ใช้จ่ายก็มาจากหลานเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนแม่ของหลานไม่เคยส่งเสียเงินมาให้เลย” น.ส.แอ๊ด กล่าว
ตนอยากได้ความช่วยเหลือในเรื่องแพมเพิร์สน้องของน้องอาร์มมากที่สุด เพราะต้องใช้วันละหลายแผ่น เงินส่วนใหญ่ที่ได้จากน้องอาร์ม ก็จะหมดไปกับค่าแพมเพิร์ส โดยสามารถบริจาคได้ที่บัญชี น.ส.แอ๊ด ผ่าสุขขี ธนาคารออมสิน สาขาสวรรค์วิถี อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เลขที่ 202062552837
จากนั้น ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ติดต่อไปยัง น.ส.สายฝน ก็ได้รับการเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ เห็นน้องอาร์มเดินเตล็ดเตร่ไปมาอยู่แถวบ้าน และทราบว่าน้องไม่เรียนต่อ จึงได้ตัดสินใจชวนให้มาขายนมเปรี้ยวด้วยกัน และเพิ่งมาช่วยตนขายได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น แต่ปรากฏว่า ตั้งแต่ที่มีน้องอาร์มมาช่วยขาย กลับทำให้ยอดขายของตนดีขึ้นอย่างมาก ต้องยอมรับว่า น้องอาร์มผิดจากที่เห็นในตอนแรก ดูคล้ายเป็นคนดื้อเงียบ แต่พอมาอยู่ช่วยขายของกับตน น้องอาร์มกลับกลายเป็นคนขยัน จะมาช่วยตนขายของทุกวัน
“ทุกวันนี้ หนูมีหน้าที่รับผิดชอบขายนมเปรี้ยวอยู่ในเขตพื้นที่ อ.ท่าตะโก ซึ่งจะต้องพาน้องอาร์มเดินทางด้วยรถจยย.พ่วงข้างทุกวัน ไปกลับรวม 100 กิโลเมตร ส่วนค่าจ้างที่หนูให้น้องอาร์มนั้น ก็จะแพ็คขายนมเปรี้ยวเป็นถุงๆ ละ 16 ขวด จะขายถุงละ 100 บาท ให้น้องอาร์มไปเดินขายตามสำนักงานส่วนราชการต่างๆ และตามตลาดในเขตพื้นที่ อ.ท่าตะโก เมื่อขายได้ ตนจะหักกำไรจากการขายให้น้องอาร์มถุงละ 20 บาท ซึ่งก็มีค่าจ้างรายวันที่หนูต้องให้น้องอาร์มด้วยอีกวันละ 200 บาท น้องอาร์มจะขายดีมาก มีรายได้จากการขายตกวันละ 400-500 บาท” น.ส.สายฝน กล่าว
เมื่อถามถึงอนาคตของน้องอาร์ม น.ส.สายฝน บอกว่า เคยพูดคุยและถามน้องอาร์มหลายครั้งแล้วเรื่องเรียนต่อ ตนถึงขนาดจะช่วยส่งให้น้องอาร์มเรียนต่อในระดับมัธยม โรงเรียน กศน.ด้วยซ้ำ แต่น้องอาร์มกลับปฏิเสธ จึงไม่รู้ว่าต่อไปอนาคตของน้องจะเป็นอย่างไร แต่ปัจจุบันนี้น้องอาร์มมาช่วยตนขายของ ตนก็จะดูแลน้องให้ดีที่สุด
ขณะที่ นางประภาวดี สิงหวิชัย นายกเหล่ากาชาด จ.นครสวรรค์ ได้รับการประสานจาก นายกฤษฎา บุญราช ผอ.สำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด สภากาชาดไทย ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด จึงได้มีการร่วมกับตัวแทนพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บ้านเด็กและเยาวชน สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรม และตัวแทนดัชมิลล์ ได้นำเงินและเครื่องอุปโภคในเบื้องต้น ไปเยี่ยมเยียนที่บ้านน้องอาร์ม
แต่เมื่อทราบว่า น้องอาร์มได้ไปขายของกับ น.ส.สายฝน แต่เช้า จึงได้โทรศัพท์ติดต่อกับนางสายฝนให้พาน้องอาร์มมาพบกัน ณ ที่ว่าการ อบต.บางม่วง โดยทันทีที่น้องอาร์มและ น.ส.สายฝนมาถึง ได้พาเชิญตัวขึ้นไปที่ห้องบนชั้น 2 ของ อบต.ทันที โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จึงลงมาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ในการพูดคุยหารือกับหลายหน่วยงาน สรุปจะให้น้องอาร์มได้เรียนหนังสือต่อในระดับมัธยม ในโรงเรียน กศน.นครสวรรค์ โดยวันนี้ให้น้องอาร์มกลับไปเตรียมเอกสารเพื่อเรียนต่อแล้ว และสั่งห้ามไม่ให้ออกไปทำงานขายของอีก ส่วนน้องสาวของน้องอาร์มที่พิการ ทางสภากาชาดไทยจะมีการให้ความช่วยเหลือเรื่องการรักษาโดยจะมีการทำเรื่องเพื่อส่งน้องสาวของน้องอาร์มไปรักษายังกรุงเทพต่อไป