เมื่อวันที่ 29 ส.ค.63 สเตรตส์ไทมส์ รายงานความเคลื่อนไหวจากทั่วโลกภายหลัง นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ผู้นำญี่ปุ่น ประกาศขอลาออกจากตำแหน่งเพราะป่วยเป็น โรคลำไส้ใหญ่เรื้อรัง มานานหลายปี เมื่อวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา นอกจากกระแสวิตกกังวลถึงทิศทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในอนาคตแล้ว หลายฝ่ายยังแสดงความเป็นห่วงและส่งแรงใจให้นายอาเบะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ
สำหรับประเทศจีน มหาอำนาจเอเชีย พันธมิตรที่มีกรณีพิพาทเป็นระยะกับญี่ปุ่น โดยเฉพาะกรณีพิพาทเหนือกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนตะวันออก และรัฐบาลของนายอาเบะก็เพิ่งแสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ในฮ่องกง
นายจ้าว หลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงว่ากรณีของนายอาเบะเป็นกิจการภายในประเทศซึ่งจีนจะไม่แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าว แต่ย้ำว่าจีนและญี่ปุ่นเป็นเพื่อนบ้านที่มีความใกล้ชิดสนิทสนม จีนจะเดินหน้าร่วมมือกับญี่ปุ่นต่อไปเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ
ขณะที่โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้กล่าวว่า ทางการเกาหลีใต้เสียใจต่อการลาออกของนายอาเบะ เนื่องจากมีบทบาทในการกระชับความสัมพันธ์เกาหลีใต้-ญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น
ด้านนายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย แถลงยกย่องนายอาเบะว่าเป็นบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์รัสเซีย-ญี่ปุ่น
นายโธมัส บัค ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ชื่นชมนายอาเบะเช่นกันว่าเป็นพันธมิตรเหนียวแน่นที่ยืนหยัดเพื่อประโยชน์ของประเทศมาโดยตลอด และเป็นคนที่เชื่อถือได้
“เราสามารถหาแนวทางแก้ไขได้แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุดของการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ซึ่งวิสัยทัศน์ที่เขามีต่อญี่ปุ่นยังคงเป็นจริงได้ แม้ว่าจะล่าช้าไป 1 ปีก็ตาม” นายบัคระบุถึงการจัดการแข่งขันโอลิมปิกที่เลื่อนจากปีนี้ไปจัดในปี 2564 แทน
นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง ผู้นำสิงคโปร์ แถลงว่าเสียใจกับข่าวการลาออก และปรารถนาว่านายอาเบะจะหายเป็นปกติโดยเร็ว “ภายใต้การนำของเขา ความสัมพันธ์ของสองประเทศเรายิ่งแนบแน่นขึ้น” โดยเฉพาะความพยายามในการบรรลุข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจถอนสหรัฐออกจากความร่วมมือ เมื่อปลายปี 2562