เมื่อเวลา 09.55 น. วันที่ 26 ต.ค. 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสนอญัตติการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา 165 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการบริหารราชแผ่นดิน จึงเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของ ส.ส. และ ส.ว.
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุในช่วงหนึ่ง เราทราบดีอยู่แล้วว่ามีสถานการณ์การชุมนุมเกิดขึ้นทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด มีความแออัดและประชิดตัว อาจจะเป็นปัญหาทางด้านสุขภาพ ขณะเดียวกันก็มีประชาชนที่ยังเดือดร้อนอยู่เป็นจำนวนมากจากอุทกภัย จึงต้องระมัดระวังว่าจะเดินหน้าบริหารราชการแผ่นดินอย่างไรต่อไป ลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ และเดินหน้าเศรษฐกิจไปด้วยได้อย่างไร ซึ่งหลายอย่างมีความก้าวหน้าตามลำดับ เราต้องสร้างความเชื่อมั่นในประเทศของเราและต่างประเทศด้วย
สำหรับสถานการณ์การชุมนุมโดยเฉพาะตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค. 2563 ทราบดีอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น คงไม่กล่าวในที่นี้ และไม่สมควรจะเกิดขึ้น การชุมนุมที่ส่อว่าจะมีความยืดเยื้อนั้น รัฐบาลเกรงว่าจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ รวมถึงอาจจะมีผู้ฉวยโอกาสเข้ามาแทรกซึมสร้างความวุ่นวาย ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆ เคยเกิดขึ้นในอดีตมาแล้ว โดยเฉพาะก่อนปี 2557 จึงมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่ กทม. ต่อมารัฐบาลดูความเหมาะสมก่อนจะมีการยกเลิกประกาศ
เราไม่อยากให้เกิดการปะทะกัน ไม่อยากให้เกิดการจลาจลในบ้านเมือง รัฐบาลมีหน้าที่ในการรักษาสิทธิของคนไทยทุกคนทั้งประเทศ 70 ล้านคน สิ่งที่ผมมั่นใจในวันนี้คือ คนไทยทุกคน ไม่ว่าเราจะมีมุมมองด้านการเมืองอย่างไร แบบไหน แต่ผมเชื่อมั่นว่าทุกคนยังคงรักชาติ รักวัฒนธรรม รักรากเหง้าและคุณค่าของความเป็นไทย ขณะเดียวกันก็รู้ว่าเราต้องการอนาคตที่ดีสำหรับประชาชนและประเทศ 2 เรื่องนี้ เราพยายามดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เรื่องรักในรากเหง้าของความเป็นไทย เรื่องของความต้องการอนาคตที่มีสำหรับลูกหลานเยาวชนไทย รัฐบาลพยายามทำอย่างเต็มที่ เป็น 2 เรื่องที่น่าจะเดินไปด้วยกันได้ เราต้องหาหนทางแก้ไขที่นำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นอย่างมีหลักการ เหตุผล มีความถูกต้อง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายทั้งสิ้น เราจะต้องไม่ทำลายอดีตที่มีคุณค่าของเรา จะได้สังคมที่แข็งแรง สังคมที่มีรากเหง้า ที่ยั่งรากลึกเข้าไปในหัวใจของคนไทยทุกคน และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า รู้ว่าทุกอย่างอาจต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาของโลกปัจจุบัน แต่ต้องยอมรับว่าในประเทศไทยคนจำนวนหลายสิบล้านคนไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เกิดความวุ่นวายสับสนอลหม่าน ทุกคนก็มีความเชื่อของตนเอง เพราะฉะนั้นต้องมีความสมดุลระหว่างความต้องการของแต่ละคนและของคนอื่นๆ ในสังคมด้วยได้อย่างสร้างสรรค์ วันนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราจะใช้โอกาส ใช้เวลาร่วมกัน 2 วันในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ เพื่อปรึกษาหารือกันท่ามกลางสภาวการณ์ที่จะมีการหยิบยกเรื่องสำคัญมาพูดคุยกันในสังคม ในสภาฯ ควรต้องรวบรวมสติปัญหาทั้งหมดที่เรามี ความคิด ความสามารถ และหัวใจของเราทุกคน รวมทั้งเลือดรักชาติทุกหยด ร่วมกันคิดและทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ ถูกต้อง เป็นประโยชน์ เพื่อนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดี แต่ก็ปกป้องอดีตอันมีคุณค่าไว้ด้วย หากสมาชิกรัฐสภามีข้อเสนอใดที่ปฏิบัติได้ เป็นประโยชน์ และไม่ก่อให้เกิดปัญหาใหม่แทรกซ้อนติดตามมา รัฐบาลจะขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง และจะรับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป ส่วนตัวเชื่อว่าพื้นฐานสังคมไทยคือการเป็นห่วงเป็นใยซึ่งกันและกัน เมื่อทำเช่นนั้นได้ การเป็นครอบครัวใหญ่ ครอบครัวเดียวกัน ครอบครัวประเทศไทย แต่จะมีเรื่องไม่เห็นด้วยบ้าง แต่จะรักกันตลอดไป
ทางด้าน นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ ประธานวิปรัฐบาล ได้กล่าวชี้แจงเรื่องเวลาของแต่ละฝ่าย ดังนี้ ครม. มีเวลา 5 ชั่วโมง ฝ่ายค้าน 8 ชั่วโมง ส.ส.รัฐบาล 5 ชั่วโมง และ ส.ว. 5 ชั่วโมง รวม 12 ชั่วโมง 30 นาที โดยคาดว่าวันนี้น่าจะจบในเวลา 22.30 น. ส่วนเวลาที่เหลือจะเริ่มในวันที่ 27 ต.ค. 2563 ตั้งแต่ 09.30 น. จนกว่าจะครบกำหนดเวลา คือรวม 2 วัน ไม่เกิน 25 ชั่วโมง.