วันนี้ 2 ต.ค.63 ที่วัดบูรพาภิราม (พระอารามหลวง) เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวร่วมกันตักบาตรเทโวโรหณะ เนื่องในเทศกาลออกพรรษาของจังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2563
โดยมีพระสงฆ์และแม่ชี จำนวน 102 รูป ออกรับบิณฑบาตข้าวสารอาหารแห้ง ในบริเวณโดยรอบ พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี หรือหลวงพ่อใหญ่ พระพุทธรูปปางประทานพรที่สูงที่สุดในประเทศไทย ประทับยืนเด่น เป็นสง่ามองเห็นได้จากระยะไกล เป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวร้อยเอ็ด ที่ประดิษฐานภายในวัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการตักบาตรเทโวฯ ปีนี้ค่อนข้างเงียบเหงากว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ทำให้จังหวัดร้อยเอ็ดยังคงมีเพียงประชาชนส่วนมากที่อาศัยภายในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด ส่งผลให้นักท่องเที่ยวยังไม่สามารถเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของจังหวัดร้อยเอ็ดได้เหมือนที่ผ่านมา โดยทางวัดจัดให้มีเจลล้างมือและการเว้นระยะห่าง รวมถึงให้พุทธศาสนิกชนใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไว้รัสโควิด-19
วัดบูรพาภิรามสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2456 เดิมชื่อ วัดหัวรอ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น วัดบูรพาภิราม เพราะในสมัยนั้นได้ใช้เป็น สถานที่สำหรับพักค้างแรมของพ่อค้าและประชานที่อาศัยการเดินเท้าเป็นหลัก เพราะยังไม่มีพาหนะการเดินทางสะดวกเหมือนปัจจุบัน
วัดหัวรอจึง เป็นจุดเริ่มของการพักแรมในคืนแรกของการเดินทางและมักเป็นจุดนัดพบกันที่วัดแห่งนี้ ต่อมาพระอธิการหล้าอินทว์โส ได้ขยายวัด ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และได้เรียกชื่อวัดใหม่ว่า “วัดบูรพา” เพราะว่าตั้งอยู่ในทิศตะวันออกของเมือง แต่ในเวลาต่อมาได้ เปลี่ยนชื่อวัดใหม่ เพื่อความเหมาะสมว่า “วัดบูรพาภิราม” ด้านทิศตะวันออกของบริเวณวัดอยู่ติดกับคูรอบเมืองสมัยเก่า
นอกจากนี้ภาย ในบริเวณวัดยังเป็น ที่ตั้งศูนย์งานพระธรรมทูต โรงเรียนปริยัติธรรม และมีศาลเจ้าพ่อมเหศักดิ์ ซึ่งเป็นที่เคารพของชาวเมืองอยู่ด้วย ความเชื่อและวิธีการบูชา ชาวร้อยเอ็ดถือว่าพระเจ้าใหญ่นั้นเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่คอยปกป้องคุ้มครองชาวร้อยเอ็ดให้มีชีวิต ความเป็นอยู่อย่างร่มเย็น เป็นสุขด้วยความสูงขององค์พระทำให้เกิดความเชื่อว่า หากได้มากราบไหว้ จะได้อานิสงส์สูงเทียมเมฆ เทียม ฟ้าทำการสิ่งใดก็สำเร็จผลด้วยประการทั้งปวง