นายสุจิณ มั่งนิมิตร ที่ปรึกษาศูนย์อำนวยความปลอดภัย กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ผลลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีเกิดอุบัติเหตุรถโดยสารชนรถพ่วงบริเวณแยกตัดใหม่ไชยมงคล ทล. 304 เส้นทางนครราชสีมา-กบินทร์บุรี ต.ไชยมงคล อ.เมือง จ.นครราชสีมา ทำให้มีผู้เสี ยชีวิต 7 ราย และบาดเจ็บรวม 33 คืนเมื่อวันที่ 26 ก.ย.63
พบว่ารถโดยสารคันนี้กำลังนำผู้โดยสารที่เป็นคณะทัวร์ จากต.น้ำใส อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด มุ่งหน้าท่องเที่ยวที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ตามโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ด้วยรถโดยสาร 4 คัน ซึ่ง 3 คันออกเดินทางไปก่อนช่วงเวลา 21.00 น. เมื่อวันที่ 25 ก.ย.63
ส่วนคันที่ 4 หรือคันที่เกิดอุบัติเหตุรถออกเวลา 22.00 น. ช้ากว่าอีก 3 คัน ไป 1 ชม. คาดว่าน่าจะเป็นคันเก็บตกผู้ที่จะเดินทางร่วมทัวร์ครั้งนี้ ทำให้ออกรถช้ากว่า 3 คัน เมื่อออกรถช้ากว่าต้องเร่งเดินทางเพื่อทันอีก 3 คันที่เดินทางไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจากร้อยเอ็ดมาจนถึงจุดเกิดเหตุใช้เวลาเดินทาง 5 ชม.
ตามกฎหมายแล้วเมื่อเดินทางครบ 4 ชม. ต้องจอดพัก 30 นาที เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าและลดความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ ขณะเดียวกันช่วงที่เดินทางผู้โดยสารได้แจ้งให้พนักงานขับรถหยุดพักก่อนเดินทางต่อแล้ว เพราะช่วงนั้นผู้โดยสารสัมผัสได้ว่าพนักงานงานขับรถส่ายตลอดเวลา น่าจะมีอาการหลับใน แต่พนักงานขับรถไม่เชื่อฟังและได้ฝืนขับต่อจนเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว
นายสุจิณ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จากการสอบถามผู้โดยสารระบุว่า พนักงานขับรถหรือพนักงานที่ดูแลไม่ได้แจ้งให้ผู้โดยสารทราบว่าต้องคาดเข็มนิรภัยทุกที่นั่งก่อนออกเดินทาง ทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่นั่งมีความเสียหายมาก และเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง ดังนั้นต้องเข้มงวดผู้ประกอบการมากขึ้น
นอกจากนี้พบว่ารถคันดังกล่าวมีพนักงานขับรถ 2 คนไว้เปลี่ยนกันขับ แต่ทั้ง 2 คนนี้ได้เดินทางมาจากต้นทางที่ จ.ร้อยเอ็ดพร้อมกัน ซึ่งในต่างประเทศถ้าเดินทางเกิน 400 กม. ต้องมีพนักงานขับรถ 2 คน เพื่อเปลี่ยนกันขับ พนักงานคนแรกต้องขับจากต้นทางจนถึงกลางทาง
จากนั้นพนักงานคนที่ 2 ขับต่อจากกลางทางจนถึงปลายทาง ซึ่งพนักงานขับรถคนที่ 2 ต้องรออยู่ในพื้นที่จังหวัดกลางทางไม่ใช่นั่งรถมาด้วยกันตั้งแต่ต้นทาง เพราะระหว่างที่พนักงานคนแรกขับพนักงานขับรถคนที่ 2 คุยกันเป็นเพื่อนตลอดทาง ทำให้พนักงานคนที่ 2 ไม่ได้พัก เมื่อยล้า และประสิทธิภาพการขับรถลดลงได้
ดังนั้นการใช้พนักงานขับรถ 2 คนนี้ คนแรกควรขับจากร้อยเอ็ดมาถึงนครราชสีมา ส่วนคนที่ 2 ควรรออยู่ที่ จ.นครราชสีมา แล้วขับต่อจนถึงพัทยา ซึ่งเป็นหลักการที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากลที่ต่างประเทศปฏิบัติกัน แต่ในไทยยังไม่ได้ปฏิบัติแบบนี้มากนัก
อนาคตอาจนำมาตรการให้พนักงานขับรถคนที่ 2 ต้องรออยู่ในพื้นที่ตามแนวเส้นทางที่จะเปลี่ยนกันขับ แทนที่จะนั่งรถมาพร้อมกันตั้งแต่ต้นทาง ลดความเสี่ยง ส่วนด้านกายภาพทางถนนได้ประสานแขวงทางหลวงนครราชสีมาที่ 3 ติดตั้งป้ายง่วงจอดพัก ตามแนว ทล. 304 ช่วงปักธงชัย-กบินทร์บุรี เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและป้องกันปัญหาหลับในแล้ว วันที่ 28 ก.ย.63 จะสรุปผลรายงานจากการลงพื้นที่ เพื่อเสนอให้ผู้บริหารกระทรวงคมนาคมทราบ และหาแนวทางป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนต่อไป
นายสุจิณ กล่าวต่อว่า ช่วงนี้มีทัวร์นักท่องเที่ยวจำนวนมาก เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศตามนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นขอให้ระมัดระวังในเส้นทางที่มีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุทั่วประเทศ 6 จุด ได้แก่ 1.ดอยนางแก้ว พื้นที่ อ.ดอยสะเก็ด ทล.118 สายเชียงใหม่-เชียงราย 2.ดอยรวก อ.เมือง จ.ตาก ทล.12 สายตาก-แม่สอด 3.ดอยคา อ.แม่สอด ทล.12 สายตาก-แม่สอด 4.เขาพลึง จ.อุตรดิตถ์ ทล.11 บึงหลัก-หนองน้ำเขียว (เขาพลึง)